วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

การเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21

                    การเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21

ศตวรรษที่  21  ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าท้ายความสามารถของมนุษยชาติ  เพราะเป็นยุคที่โลกต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อมูลข่าวสารทุกอย่างก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรอบตัวเราอีกต่อไป แค่เพียงคลิกที่ปลายนิ้ว  เราก็สามารถก้าวข้ามพรมแดนไปได้ทุกซอกทุกมุมโลก  ซึ่งแวดวงทางการศึกษาทั่วโลกต่างก้าวพ้นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ครูเป็นศูนย์กลาง  มาเป็นการเรียนรู้ในแบบกระบวนทัศน์ใหม่  เรียกได้ว่าเป็นการจัดการศึกษายุคฐานแห่งเทคโนโลยี หรือ Technology  Based  Paradigm  ในขณะทีประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญและมุมมองของการเตรียมเด็กไทยสู่ศตวรรษที่  21 ในประเด็นดังต่อไปนี้

คุณลักษณะของเด็กไทยในศตวรรษที่ 21  จะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ  3  ประการ

ประการแรก  คือ  มีทักษะที่หลากหลาย  เช่น  สามารถทำงานร่วมกับคนเยอะ  ๆ ได้อย่างรวดเร็ว  รับผิดชอบงานได้ด้วยตนเอง  และรู้จักพลิกแพลงกระบวนการแก้ไขปัญหาได้

ประการที่สอง  คือ มองโลกใบนี้เป็นโลกใบเล็ก ๆ ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะประเทศไทย  เพื่่อมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย

ประการสุดท้าย  คือ  เด็กไทยยุคใหม่ต้องมีทักษะด้านภาษา เพราะหากพูดหรือใช้แต่ภาษาไทยก็เหมือนกับมี "กะลา"มาครอบไว้


การศึกษาในศตวรรษที่  21  ครูจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอน (pedagogy) โดยครูจะต้องทำให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเป้าหมายในการสอนที่จะทำให้เด็กมีทักษะชีวิต  ทักษะการคิด  และทักษะด้านไอที ซึ่งไอทีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือใช้ไอแพดเป็น แต่หมายถึงการที่เด็กรู้ว่า  เมื่อเขาอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาจะไปตามหาข้อมูล (data) เหล่านั้นได้ที่ไหน และเมื่อได้ข้อมูลมาเด็กต้องวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสามารถแปลงข้อมูลเป็นความรู้ (knowledge) ได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดจากการฝึกฝน ครูจะต้องให้เด็กได้มีโอกาสทดลองด้วยตนเอง

The  Flipped  Classroom หรือ  การเรียนแบบ "พลิกกลับ"  คือ วิธีการเรียนแนวใหม่ที่ฉีกตำราการสอนแบบเดิม ๆ ไปโดยสิ้นเชิงและกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกปัจจุบันที่ "การศึกษา" และ "เทคโนโลยี" แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  Flipped  Classroom  เป็นการเรียนแบบ "กลับหัวกลับหาง" หรือ  "พลิกกลับ"  โดยเปลี่ยนรูปแบบวิธีการสอนจากแบบเดิมที่เริ่มจากครูผู้สอนในห้องเรียน  นักเรียนกลับไปทำการบ้านส่ง เปลี่ยนเป็นนักเรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ผ่าน "เทคโนโลยี" ที่ครูจัดหาให้ก่อนเข้าชั้นเรียน และมาทำกิจกรรม โดยมีครูคอยแนะนำในชั้นเรียนแทน

ในต่างประเทศ วิธีการสอนแบบ "พลิกกลับ"  กำลังเป็นที่แพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น  โดยสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของ  Flipped  Classroom นี้ก็คือ  การใช้เทคโนโลยี การเรียนการสอนที่ทันสมัย และการให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรม  ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะกระตุ้นให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่   

ที่มาของการเรียนการสอนแบบ  Flipped  Classroom เกิดขึ้นในปี 2007  โดยครู 2  คน ในรัฐโคโลราโด  สหรัฐอเมริกา  ชื่อ โจนาธาน  เบิร์กแมน  และแอรอน  แซมส์ ได้ถ่ายคลิปวิดีโอการสอนของตนเองเอาไว้สำหรับนักเรียนที่ขาดเรียน เมื่อคลิปบทเรียนของครูทั้งสองเริ่มแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง  ครูหลายคนจึงเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ  อาทิ Podcasts  หรือ  YouTube เพื่อสอนนักเรียนนอกห้องเรียนและสงวนเวลาในชั้นเรียนไว้สำหรับการรวมกลุ่มทำแบบฝึกหัด หรือ ทำกิจกรรมร่วมกัน  และผลลัพธ์ที่ได้ คือ ดีกว่าการเรียนการสอนแบบเิดิม นักเรียนจะสามารถศึกษาดูผ่านทางโทรทัศน์ หรือ ในห้องแล็บคอมพิวเตอร์ หรือดูจากที่บ้านได้  เมื่อเข้าชั้นเรียน จะได้ใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆในเรื่องที่สงสัย หรือขอให้ครูอธิบายเพิ่มเติมได้เข้าใจยิ่งขึ้น และเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่มีขีดจำกัด

     ในรูปแบบการเรียนการสอนวิธีนี้ ถือว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นในรูปธรรมให้นักเรียนได้เห็นและปฏิบัติจากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีการจดจำและเกิดทักษะการเรียนรู้ได้ดีกว่าที่เรียนแบบนามธรรม  แต่ในมุมมองอีกด้านหนึ่งที่กว่าจะสอนให้นักเรียนรู้จักวิเคราะห์ เลือกใช้สื่อที่ถูกต้อง รู้จักเลือกศึกษาค้นคว้าในเรื่องต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจนั้น  ก็จะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมกับนักเรียนก็จะแทรกอยู่บนหน้าจอเหมือนกัน  ดังนั้นในการใช้สื่อต่าง ๆในด้านของไอที ก็ควรที่แนะนำให้เข้าใจอย่างแท้จริงและในระยะแรกก็ต้องมีผู้คอยให้คำแนะนำที่ดีไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง  ครูต้องมีส่วนร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียนด้วยเหมือนกัน                               


     อ้างอิง :  นิตยสาร School  in  focus 
                    

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การเขียนคำนำรายงาน

              การเขียนคำนำรายงาน

นักเรียนหลายคนคงประสบกับปัญหาเวลาเขียนคำนำรายงานหรือโครงงานส่งคุณครูผู้สอนใช่ไหมครับ  ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  ต้องบอกกล่าวอะไรในคำนำรายงาน  และจบอย่างไรดี   ดังนั้น  เรียนภาษาไทยในคอมกับครูปิยะฤกษ์  จึงนำเกร็ดความรู้เล็ก ๆ  น้อย  ๆ  เรื่องการเขียนคำนำรายงานหรือรายงานโครงงานมาฝากนักเรียน  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องหรือดียิ่งขึ้นต่อไปนะครับ

สิ่งสำคัญที่ควรเลี่ยงในการเขียนคำนำ  ได้แก่


๑.   ไม่เอาประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีอยู่แล้วมาเป็นคำนำ
๒.   ไม่เขียนอธิบายโดยหาจุดหมายของเรื่องไม่พบ
๓.   ไม่เขียนคำนำด้วยคำบอกเล่าอันเกินควร

คำนำที่ดีควรมีลักษณะ  ดังนี้

๑.   เขียนคำนำด้วยคำพังเพยหรือสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง
๒.   เขียนคำนำโดยการอธิบายความหมายของเรื่อง
๓.   เขียนคำนำโดยขึ้นต้นด้วยคำกล่าวของบุคคลสำคัญ
๔.   เขียนคำนำด้วยการเล่าเรื่อง
๕.   เขียนคำนำด้วยคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
๖.   เขียนคำนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่อง
๗.   เขียนคำนำด้วยคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียน
๘.   เขียนคำนำด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน
ดังนั้น  คำนำที่ดีต้องเป็นความคิดใหม่ ความคิดแปลก หรือความคิดสนุก ต้องมีลักษณะนำ หรือเชิญชวนให้ผู้อ่าน อ่านเรื่องของเราให้จบให้ได้ คำนำจึงเป็นส่วนสำคัญในการเรียกร้องความสนใจของผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้นอ่าน เรื่อง และดึงดูดใจให้อ่านเรื่องไปตลอด

ที่มา :  ราชบัณฑิตยสถาน

         เทคนิควิธีการเขียนคำนำรายงาน

ในการเขียนคำนำรายงานหรือโครงการของนักเรียนในขณะที่นักเรียนกำลังศึกษาอยู่ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนี้  ครูขอแนะนำว่า  “การเขียนคำนำส่วนใหญ่จะต้องขึ้นต้นด้วยที่มาของการศึกษาวิชานั้น  ๆ  หรือนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือการศึกษา  จากนั้นต้องกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียนมากกว่าส่วนอื่น ๆ   ตามด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน  วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้าพอคร่าว ๆ  และลงท้ายด้วยการกล่าวแสดงความรู้สึกส่วนตัวก่อนจบคำนำ”  นะครับ
ทีนี้  มาว่าถึงคำนำของงานเขียนชิ้นสำคัญ ๆ  สมมติว่าถ้าเราเขียนหนังสือขึ้นมาเองสักเล่มหนึ่ง   ต้องระลึกเสมอว่าหนังสือหรือผลงานของเราจะขาดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้นั้นก็คือ  “คำนำ”  ครับ   การเขียนคำนำนั้นถือว่าเป็นอุบายหรือวิธีแห่งการจูงใจให้ผู้อ่านหรือผู้หยิบหนังสือเล่มนั้น  ๆ  เมื่อเขาได้อ่านคำนำแล้วจะต้องมีความรู้สึกอยากจะอ่านหนังสือเล่มหรือเรื่องนั้น ๆ  ที่เราเขียนจนจบ  การเขียนคำนำที่ดีคนอ่านจะติดตามเรื่องของเรา   ถ้าคำนำไม่ดีเขาอาจไม่อ่านเนื้อหาจากงานเขียนด้านในของเราเลยก็สามารถเป็นไปได้ นะครับ
อีกอย่างหนึ่ง  เราต้องรักษาคุณภาพของงานเขียนของเรา  เนื้อหาของงานเขียนเราต้องดีด้วย  ไม่ใช่คำนำดี  แต่คุณภาพงานเขียนสุดแย่


             ตัวอย่างการเขียนคำนำรายงาน 


คำนำ


             รายงานเรื่อง  “วรรณกรรมไทย”  ฉบับนี้  เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย   รหัสวิชา ท๓๒๑๐๑  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕     มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับวรรณกรรมไทย   ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของวรรณกรรม  ความสำคัญของวรรณกรรม  ประเภทของวรรณกรรม  วรรณกรรมไทยสมัยต่าง ๆ   อิทธิพลของวรรณกรรมไทยสมัยต่าง  ๆ  ที่สะท้อนความคิด  ความเชื่อ  และค่านิยมของคนไทย  และข้อคิดที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าวรรณกรรมไทย
             การศึกษาค้นคว้าเรื่อง  “วรรณกรรมไทย”  เล่มนี้  ข้าพเจ้าได้วางแผนการดำเนินงานการศึกษาค้นคว้าเป็นระยะเวลา  ๒  เดือน  ศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ  อาทิ  ตำรา  หนังสือ  หนังสือพิมพ์  วารสาร  นิตยสาร  และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ในห้องสมุดโรงเรียนโพนทันเจริญวิทย์และห้องสมุดประจำจังหวัดยโสธร
               การจัดทำรายงานฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี  ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณคุณครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  ที่ท่านได้ให้คำแนะนำการเขียนรายงานจนทำให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ในด้านแผนปฏิบัติศึกษาการทำรายงาน  การเรียบเรียงเนื้อหา  การเขียนบรรณานุกรมได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  ขอขอบพระคุณห้องสมุดโรงเรียนโพนทันเจริญวิทย์และห้องสมุดประจำจังหวัดยโสธรเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าเข้าไปศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้   ข้าพเจ้าหวังว่า  เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ที่ได้เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี   หากมีสิ่งใดในรายงานฉบับนี้จะต้องปรับปรุง   ข้าพเจ้าขอน้อมรับในข้อชี้แนะและจะนำไปแก้ไขหรือพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป






วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การจัดการความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา





นางสาวสุจิตตรา วรรณิกร
ที่อยู่ 41 หมู่ 13 ต. เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช
หลักสูตร ครุศาสตรมหาบัณทิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
สาขาวิชา
 การจัดการนวัตกรรมเพื่อการศึกษา ปีการศึกษา 2556
email  : suchittra.wan@gmail.com
facebook: suchittra wannikorn
blog: http://www.gotoknow.org/blog/wannikorn
หมายเลขโทรศัพท์:093 7536949

จิบกาแฟแชร์ความรู้ coffee sharing


              ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสื่อการศึกษาได้ทำการแชร์ความรู้ในเรื่องของการจัดการความรู้ผ่าน Blog โดยได้แนบเอกสารประกอบการแชร์ความรู้มาที่บอร์ดนี้ด้วย   บรรยากาศโดยรวมท่านรองผู้อำนวยการได้แชร์ความเห็นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ICT เพื่อใช้สำหรับ KM โดยมอบหมายให้เริ่มต้นที่หัวหน้าฝ่ายในการจัดเก็บความรู้ในแต่ละด้านของตนเอง โดยนำเสนอบน Blog เพื่อเป็นตัวอย่างแก่บุคลากรภายในศูนย์
     Blog มาจากคำว่า Web+Log อ่านว่า บล็อก  เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ เป็นขุมความรู้ (Knowledge Assests) สำหรับให้องค์กร ทีมงาน หรือบุคคล สะท้อนความรู้ ความคิด  สิ่งที่ตนมี เพื่อแชร์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น
     “ การเรียนรู้ที่ดีต้องมาจากใจที่เปิดกว้างเป็นใจที่ ว่าง ว่างพร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ… ”

     ****การแลกเปลี่ยนเรียนรู้**** ไม่ได้เกิดจากการดูเอกสาร ของคนอื่น แต่เกิดจากการทำความเข้าใจ ในตรรกะ หรือวิธีคิดของคนอื่น                                      
                                                                                    km_blog1
เอกสารประกอบการพูดคุยเรื่อง Blog อ่านได้ที่นี่ —>
 
 ความรู้และข้อคิดดี ๆ จาก   ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสื่อการศึกษา |  , ,